วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552


สาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนในทุกวันนี้ก็คือ “ก๊าซเรือนกระจก” แต่ตัวการที่สำคัญกว่านั้น คือตัวการทำก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ก็คือมนุษย์นั่นเอง กิจกรรมที่มนุษย์คิดค้น,สร้าง,กระทำต่อโลกอย่างต่อเนื่องมานับร้อย ๆ ปี ได้ส่งผลกับมนุษย์ และธรรมชาติแล้วในวันนี้
ก๊าซเรือนกระจก กับภาวะโลกร้อน ความร้อนที่มีอยู่ในโลกมาจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญคือดวงอาทิตย์ ซึ่งแผ่ความร้อนลงมายังโลกในรูปของรังสีคลื่นสั้น (รังสีอัลตราไวโอเลต)อีกปัจจัยหนึ่งคือ ลักษณะของผิวโลกที่มีคุณสมบัติดูดซับหรือสะท้อนความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์


ส่วนที่เหลือแตกต่างกัน และสุดท้ายคือปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) รวมถึงอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่าแอโรโซล (aerosol)ในชั้นบรรยากาศ ประมาณ 1 ใน 3 ของรังสีความร้อนที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์จะถูกสะท้อนกลับโดยบรรยากาศในชั้นสูง ๆ ก่อนที่จะมาถึงโลก เฉพาะส่วนที่ลงมาถึงโลกนั้น ประมาณ 2 ใน 3 จะถูกโลกดูดซับเอาไว้ และอีก 1 ใน 3 จะสะท้อนออกไปจากโลกในรูปของรังสีคลื่นยาว (รังสีอินฟาเรด)โดยปกติแล้ว พื้นที่โลกที่ปกคลุมด้วยหิมะหรือน้ำแข็งจะสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี และสะท้อนได้มากกว่าบริเวณอื่น ฝืนน้ำในมหาสมุทรสะท้อนได้ดีกว่าพื้นดิน
รังสีความร้อนที่สะท้อนออกไปจากส่วนต่าง ๆ ของผิวโลกนั้นส่วนหนึ่งจะทะลุออกไปสู่อวกาศ แต่อีกส่วนหนึ่งจะถูกก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในบรรยากาศของโลกดูดซับเอาไว้ ความร้อนที่ถูกดูดซับเอาไว้นี้จะสะท้อนไปทุกทิศทาง รวมทั้งสะท้อนกลับลงมายังโลกด้วย กระบวนการทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกอุ่น และค่อนข้างคงที่อยู่ได้ ถ้ารังสีความร้อนส่วนที่สะท้อนออกไปจากโลก ทะลุออกไปสู่อวกาศได้ทั้งหมด อุณหภูมิของโลกจะหนาวเย็นเกินไป ไม่เหมาะสำหรับการเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าทะลุออกไปได้น้อย เพราะส่วนใหญ่ถูกก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่มีอยู่หนาแน่นเกินไปสะท้อนกลับลงมายังโลกอีก ความร้อนก็จะสะสมอยู่ในโลกมากขึ้น ๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ในระยะยาวจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น … ตรงนี้แหละคือที่มาของภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นที่วิตกกังวลกันอยู่ในเวลานี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ระบบสะท้อนความร้อนของโลกกำลังเริ่มติดขัด และอุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ทำให้เกิดการติดขัดนั้นนักวิทยาศาสตร์พบว่า คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ นับแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นต้นมา ความร้อนที่เกิดขึ้นในลักษณะที่กล่าวข้างต้น สามารถอธิบายได้แบบเดียวกับความร้อนที่เกิดในเรือนกระจก (greenhouse)สำหรับปลูกพืชผักในหน้าหนาวของคนในแถบเขตหนาวของโลก มวลก๊าซเรือนกระจกอันหนาแน่นในบรรยากาศของโลกนั้น ทำหน้าที่คล้ายผ้าห่มพลาสติกที่เขาใช้คลุมเรือนกระจกสำหรับปลุกพืชเพื่อกันความร้อนที่แผ่ขึ้นมาจากผิวดินไม่ให้ทะลุผ่านออกไปทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความร้อนเช่นนี้ว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” (greenhouse effect)และเรียกก๊าซที่ห่อคลุมโลกไว้ และเป็นตัวสะท้อนความร้อนกลับลงมายังโลกนี้ว่า “ก๊าซเรือนกระจก”(greenhouse gases)ยิ่งมีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกหนาแน่นมากเท่าไร อุณหภูมิของโลกก็ยิ่งจะร้อนขึ้นมากเท่านั้น ตัวทำลายโอโซนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมาก นอกจากอากาศบนโลกจะร้อนขึ้นและสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมาอีกมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด ก็ต้องแสวงหากันอีก นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์ก็มากด้วย ระบบชีวิตของมันต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น
หากว่ากันแล้วมนุษย์นี่เองที่เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน

อ่านต่อ...



วิธีกำจัดกลิ่นปาก (เดลินิวส์)
กลิ่นปากไม่พึงประสงค์ มักจะเป็นปัญหาในอันดับต้นๆ ที่ทำให้คุณไม่มั่นใจในตนเอง ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีช่วยในคุณพิชิตกลิ่นปากเหล่านั้นได้ค่ะ แต่ก่อนอื่น เรามาดูกันก่อนว่า กลิ่นปากเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง แน่นอนว่าสาเหตุต้น ๆ นั่นก็คือ เกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป,เศษอาหารที่ค้างคาอยู่ตามซอกฟัน, แบคทีเรียในหมากฝรั่ง, การกินอาหารไม่ถูกหลัก (อันนี้พวกสาวไดเอ็ทต้องระวัง), การติดเชื้อทางระบบหายใจ, ระบบย่อยอาหารเกิดอาการผิดปกติ, การเสื่อมและผุพังของเนื้อฟัน รวมถึงกลิ่นจากการสูบบุหรี่

ส่วนที่เหลือ และ ตัวการร้ายอันดับหนึ่ง ที่สำคัญมาก ๆ แต่มักจะถูกมองข้ามไป นั่นคือแบคทีเรียไม่รักดี ที่ทั้งเกิดและอาศัยอยู่บนลิ้นของเราๆ ท่านๆ นั่นเอง โดยแบคทีเรียชนิดนี้มีอยู่ในปากของทุกคน มีหน้าที่อะไรไม่รู้แน่ แต่ชอบเปลี่ยนตัวเองเป็นสารประกอบซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ซึ่งสารประกอบตัวนี้พอมีมากๆ เข้าก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากตามมา

ส่วนวิธีใดบ้างนั้นที่จะช่วยลดการเกิดกลิ่นปาก มาดูกันเลย...
1. อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย
2. ดื่มน้ำมากๆ ช่วยล้างแบคทีเรียออกจากน้ำลาย
3. แปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้น อันเป็นที่เกิดของแบคทีเรียด้วย
4.ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2-3 ครั้ง
5. ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก
6. เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
7. เคี้ยวใบผักชีฝรั่งหรือกานพลูหลังมื้ออาหาร
8. งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม, หอมใหญ่, พริกไทย และชีส
9. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
10. กินอาหารให้ครบหมู่ แม้ว่าคุณจะกำลังลดความอ้วนอยู่ก็ตาม
11.เลิกสูบบุหรี่
12.ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก




ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ www.urrac.com/rangsit

อ่านต่อ...

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552


10 สมุนไพรคลายเครียด

ความเครียดดูจะเป็นของคู่กันสำหรับคนวัยทำงาน เพื่อนบางคนอาจหาทางออกให้กับความเครียด ด้วยการพึ่งยาชนิดต่างๆ เพื่อช่วยคลายเครียด ซึ่งเป็นยาที่ทำจากสารเคมี และอาจมีผลข้างเคียง แถมต้องกินยาอยู่เรื่อยๆ จนเกิดผลเสียตามมา คือ ติดยา ดื้อยา และในที่สุดเกิดการสะสมพิษ ซึ่งส่งผลในระยะยาวต่อร่างกายของเราได้ แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทยที่ทั้งปลอดภัยและเหมาะสมกับยุคข้างยากหมากแพงเช่นนี้ นั่นคือสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บไข้ในเบื้องต้นได้จริง เริ่มต้นจากสมุนไพรใกล้ตัวเราดังนี้ ค่ะ

ส่วนที่เหลือ 1. ขี้เหล็ก หลายคนคงจะเคยกินแกงขี้เหล็ก เมนูเด็ดที่มีรสชาติกลมกล่อมหวานมันซ่อนขมเล็กน้อย ซึ่งรสขมๆ ของขี้เหล็กนั้นช่วยทำให้เจริญอาหาร มีการศึกษาพบว่า ใบอ่อนและดอกตูมของขี้เหล็กมีสารที่ชื่อว่า แอนไฮโดรบาราคอล (Anhydrobarakol) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายเครียด และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ อีกด้วย เรามีวิธีนำขี้เหล็กมาปรุงเป็นยาสมุนไพรคลายเครียด 2 สูตร ดังนี้

นำใบอ่อนและดอกตูมแห้ง 30 กรัม (หากเป็นชนิดสดใช้ 50 กรัม) ใส่โหลแก้ว เทเหล้าขาวใส่พอท่วมยา แช่ไว้ 7 วัน หมั่นคนบ่อยๆ ทุกวัน เมื่อครบ 7 วัน ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำยา จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนนอน

ใช้ใบอ่อนแห้งประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มก่อนนอนครั้งละ 1 แก้ว ข้อควรระวังคือ ห้ามดื่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้


2. ชุมเห็ดไทย เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณกล่อมประสาท คลายเครียดและทำให้นอนหลับได้ดี วิธีทำ นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1-. ช้อนโต๊ะ (5-15 กรัม) มาคั่วจนเกรียม ต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือ 800 มิลลิลิตร กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำดื่ม แบ่งดื่มครั้งละ 200 มิลลิลิตร เช้า-กลางวัน-เย็น หลังอาหาร หรือชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว 1 หยิบมือลงในกาน้ำชาขนาดประมาณครึ่งลิตร เติมน้ำร้อนให้เต็ม ดื่มวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

3. ดอกบัวหลวง ใช้ดอกบัวหลวงสีขาวที่ใกล้จะบาน 5 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ลิตรให้เดือดนาน 10 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง หรือดื่มได้ทั้งวัน ชาดอกบัวหลวงจะมีรสฝาดๆ หอมๆ ดื่มแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้หายอ่อนเพลีย สดชื่นขึ้น แถมช่วยให้นอนหลับสบาย

4. พริกไทย น้ำต้นพริกไทยแห้งที่หั่นแล้วประมาณ 1 หยิบมือมาคั่ว แล้วใส่ในกาชา เติมน้ำร้อนจนเต็ม ชาต้นพริกไทยดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยลดความเครียดได้ดีมาก


5. พลู น้ำใบหรือเถาพลูแห้งมาคั่วหรืออบให้แห้ง ชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใช้ใบหรือเถาพลูที่คั่วแล้วประมาณ 1 หยิบมือต้มน้ำร้อน 1 ลิตร หรือชงใส่น้ำ 1 กาชา ดื่มวันละ 3-4 ครั้งหรือดื่มทั้งวันก็ได้ ชาพลูจะออกรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย ทำให้ตาสว่างสดชื่นขึ้น และแก้เครียดได้

6. พวงชมพูดอกขาว ใช้เถาแห้ง 1 กำมือ หรือรากแห้ง 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ต้มให้เหลือ 2 ถ้วย รับประทานครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะก่อนนอน ช่วยกล่อมประสาท และทำให้นอนหลับได้ดี

7. ฟ้าทะลายโจร ใช้ต้นฟ้าทะลายโจรตากแห้งประมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ หั่นและต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็นก่อนอาหาร แก้อาการปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ และคลายเครียดได้

8. มะนาวหรือมะกรูด สมุนไพรใกล้ตัวที่มีอยู่ทุกครัวเรือน มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้หายเครียดได้ ซึ่งมีวิธีทำง่ายๆ 2 วิธี ได้แก่

ใช้ลูกมะนาวหรือมะกรูด 1 ลูกผ่าซีก บีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว เติมเกลือและน้ำตาลทรายไม่ขัดขาวอย่างละครึ่งช้อนกาแฟ ใส่น้ำร้อนให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มอุ่นๆ ทันทีเมื่อมีอาการ จะช่วยคลายเครียดได้รวดเร็ว แต่หากดื่มมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้

นำใบมะนาวหรือมะกรูดแห้งประมาณ 1 หยิบมือมาคั่ว นำไปใส่กาชา เติมน้ำร้อนจนเต็ม ชงเป็นชาดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยขับเลือดลมและแก้เครียดดีมาก

9. มะเฟือง ใช้มะเฟืองที่แก่จัด 1 ผล ล้างให้สะอาด หั่นและแกะเมล็ดออก คั้นน้ำใส่แก้วเติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟ และเทน้ำร้อนลงไปให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็นก่อนอาหาร ช่วยระงับควมฟุ้งซ่าน ทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

10. มะละกอ ใช้ลูกมะละกอขนาดเขื่องๆ (8 ขีด-1 กิโลกรัม) 1 ลูก ปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด แกะเมล็ดออก แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 15-20 นาทีหรือจนกระทั่งน้ำเดือด ยกลง กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ยกน้ำที่ได้ตั้งไฟอีกครั้ง นำใบชาชนิดใดก็ได้ใส่ลงไป 1 หยิบมือ ต้มต่อจนน้ำเดือด ดื่มแทนน้ำชาได้ทั้งวันที่นี้คุณจะเริ่มรู้สึกสบาย เพราะนอกจากช่วยให้คลายเครียดแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้หลับลึกหลับสนิทและรู้สึกสดชื่นทันทีเมื่อตื่นขึ้นอีกด้วยค่ะ

อ่านต่อ...



สมุนไพรไทย(3) อาหารจานผัดแบบไทย ๆ อาหารผัดสมุนไพรเลิศรส

ผัดกะเพรา ผัดโหระพา ผัดพริกสด ผัดฉ่า ผัดพริกแกง ผัด..ผัด.. ผัด.. อาหารจานผัดรสเผ็ดร้อน ที่ขานชื่อมาให้ฟัง พอเรียกน้ำย่อยในท้อง ให้ออกมาปั่นป่วนกระเพาะของทั้งคนเขียนและคนอ่านนี้ ฟังแบบผ่าน ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเมนูอาหารไทยธรรมดา ๆ แต่วันนี้เราจะมาลองคุยถึงอาหารเหล่านี้ แบบไม่ธรรมดาซะหน่อยค่ะ

ส่วนที่เหลือถ้าเราผัดกะเพรา แต่ไม่ได้ใส่ใบกะเพรา แล้วผัดจานนั้น จะเป็นผัดกะเพรามั้ยคะ แน่นอนค่ะ ทานยังไงก็ไม่ใช่ผัดกะเพรา เพราะว่าไม่ได้ใส่ใบกะเพรา (เข้าเรื่องดีกว่า ก่อนที่เพื่อน ๆ จะทนไม่ได้ปิดหน้านี้ไปซะก่อน) นกกำลังจะบอกว่า อาหารไทยนั้นวิเศษล้ำตรงที่ สามารถดึงเอาพืชสมุนไพรมาปรุงแต่งกลิ่นรส ให้อาหารแต่ละจานเกิดความโดดเด่น แตกต่างมีเอกลักษณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ
ความโดดเด่นของอาหารจานผัดสมุนไพร หลักใหญ่เกิดจากการใช้ พืชสมุนไพร ส่วนของใบในการปรุงรสและแต่งกลิ่น (ส่วนใหญ่หนักไปในทางแต่งกลิ่น) โดยจะใช้สมุนไพรใบ ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเครื่องปรุงหลัก ผัดผสมกับสมุนไพรพื้นฐานประเภท กระเทียม พริก โดยใช้ไฟแรงและเร็ว จึงจะชูรสและกลิ่นของสมุนไพรให้ยิ่งโดดเด่น
พระเอกในกลุ่มสมุนไพรใบ หนีไม่พ้นสมุนไพรในกลุ่มที่ฝรั่งเรียกว่า เบซิล (Basil) อย่างใบกะเพรา ใบโหระพา (ส่วนใบแมงลักขอละไว้ เพราะไม่นิยมใช้ ในอาหารจานผัด) ส่วนเนื้อสัตว์ก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจ จะเป็นผัดกะเพราหมู ผัดกะเพราไก่ ผัดกะเพรากุ้ง ผัดกะเพราปลาหมึก ผัดกะเพราทะเล หรือจะเป็นหอยลายผัดโหระพา หอยกะพงผัดโหระพา หรือจะข้ามไปผัดกับผัก อย่างมะเขือยาวผัดใบโหระพา (โอย... น้ำลายท่วมปากค่ะ)
ว่ากันถึงเรื่องรสชาติผัดกะเพราจะให้อร่อยต้องออกรสเผ็ดด้วย โดยจะเป็นรสเผ็ดจากพริกขึ้หนูค่ะ แต่ถ้าเราผัดเนื้อสัตว์โดยไม่ใส่ใบกะเพรา แล้วลดความเผ็ดโดยเปลี่ยนจากพริกขี้หนู เป็นพริกชี้ฟ้า หรือภาษาบ้าน ๆ เรียกพริกสด ก็จะได้ผัดพริกสด บางคนใส่พริกหยวกลงผัดผสม อร่อยไปอีกแบบ อีกหนึ่งผัดที่ถ้าไม่พูดถึงคนอาจจะถามหา คือ ผัดฉ่าค่ะ อันว่าชื่อผัดฉ่านั้น ไม่ทราบที่มาเหมือนกัน จะเกิดจากเสียงเวลาผัดดังฉ่า ๆ หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ ผัดจานนี้เกิดจากการผสมผสานของผัก สมุนไพร หลายหลาย ทั้งพริกสด กระชายฝอย ใบมะกรูด ใบโหระพา บ้างเติมพริกไทยเม็ดสด มะเขือพวง มะเขือเปราะ ผสมผสานรส และกลิ่นที่เผ็ดร้อน หอมหวล แบบแตกต่าง ผัดฉ่านี้ใช้ใบโหระพาที่สามารถกลบกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล ได้เป็นอย่างดี แต่จะเอามาผัดหมู ผัดไก่ ก็ไม่ว่ากัน นอกจากการผัด โดยใช้สมุนไพรประเภทใบแล้ว ในอาหารไทยมีการใช้ น้ำพริกแกงหลากหลาย ซึ่งไม่จำกัดการใช้เพียงเมนูแกง สามารถเอามาใช้นำอาหารประเภทผัด ได้อย่างอร่อยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผัดเผ็ด ผัดเขียวหวาน ซึ่งมีเครื่องปรุง เหมือนกันกับการแกง แต่ลดปริมาณการใช้น้ำกะทิลง เหลือเพียงผัดแบบแห้ง ๆ พลิกแพลงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โปะข้าวสวยลงผัดผสม ได้ข้าวผัดน้ำพริกแกง อร่อยง่าย ๆ ไปอีกแบบ ก็คงพูดกันได้เต็มปากเต็มคำว่า "อาหารจานผัดแบบไทย ๆ อาหารผัดสมุนไพรแท้ ๆ" จ้า....

อ่านต่อ...

หาเวลาเงียบๆ ให้ตนเอง
ขณะกำลังเขียนบทความนี้เป็นเวลาเช้าตอนตี 5 ซึ่งเป็นเวลาโปรดของผม ผมยังมีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่ภรรยาและลูกๆจะตื่นขึ้นหรืออย่างน้อยก็หนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะมีใครมาขอให้ผมทำอะไรให้ ข้างนอกนั้นเงียบสงบและผมอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง การได้อยู่คนเดียวเงียบๆ เช่นนี้ช่วยให้ผมได้สัมผัสความเงียบโดยลำพัง รู้สึกผ่อนคลาย สุขสบาย มีเวลาสำรวจตัวเอง และวางแผนการทำงาน ผมยังจำได้ดีว่าในสมัยที่ผมยังเด็กนั้นผมใช้เวลาตอนเช้ามืดเช่นนี้ท่องหนังสือ อ่านตำราต่างๆซึ่งช่วยให้ผมได้จดจำและเข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายและเร็วกว่าเวลาอื่นๆ

ส่วนที่เหลือ ระหว่างช่วงชีวิตของผม วันเวลาที่ผ่านไปนี้ผมได้พบปะผู้คนมากมายหลายคน และผมคิดไม่ออกเลยว่าในบรรคาคนเหล่านั้นจะมีสักกี่คนที่พบสันติสุขในใจอย่างแท้จริงหรืออาจไม่มีแม้สักคนเดียว ในโลกแห่งความวุ่นวาย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นดูเหมือนว่าจะมีน้อยคนนักที่จะแสวงหาความเงียบให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันหนึ่งสัก 10 นาที่อยู่คนเดียวเงียบๆ

การใช้เวลากับความโดดเดี่ยวเป็นส่วนสำคัญยิ่งสำหรับชีวิต จะช่วยสร้างสมดุลให้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความสับสนในแต่ละวัน โดยส่วนตัวแล้วการใช้เวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ ช่วยให้ผมรู้สึกว่าสามารถจัดการกับเวลาที่เหลือในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ และวันไหนที่ไม่ได้ทำเช่นนี้ผมก็จะรู้สึกถึงความแตกต่างเช่นกัน

มีวิธีการบางอย่างที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่มักจะบ่นว่าไม่มีเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ และไม่สะดวกที่จะตื่นแต่เช้าโดยการหาเวลาเงียบๆ ให้กับตัวเองสำหรับเพื่อนๆ กล่าวคือ ผมก็เหมือนกับคนอื่นๆ คือ ต้องขับรถไปกลับระหว่างบ้านและที่ทำงานทุกวัน และหากเป็นช่วงเปิดเทอมก็จะไปส่งไปรับลูกที่โรงเรียน หรือออกไปติดต่องานต่างๆ ในระหว่างการเดินทางเมื่อรถติดผมมักจะหาโอกาสหลับตาและหายใจเข้าลึกๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผมไม่รีบร้อนจนเกินไป มีสมาธิ และสดชื่น คนส่วนใหญ่มักขับรถอย่างรวดเร็วบนท้องถนนเพื่อมุ่งสู่จุดหมาย พร้อมกับเปิดวิทยุในรถเสียงดังลั่นการกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้คนเหล่านั้นได้รู้สึกผ่อนคลายแต่กลับเพิ่มความเคลียดให้กับตนเอง แต่หากเพียงแค่การกระทำง่ายๆ ดังเช่นที่ว่าผมเชื่อว่าเพื่อนๆ จะกลับถึงจุดหมายปลายทางพร้อมกับความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าเก่าอย่างมาก มาลองทำดูนะครับแล้วก็จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด


By: พี่ชาย

อ่านต่อ...


เมื่อต้องไปบ้านแฟน
หากอยากได้ลูกเสือก็คงต้องเข้าถ้ำเสือ เป็นประโยคที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินซึ่งหมายความว่าหากอยากได้สิ่งใดก็ต้องไม่กลัวและต้องรู้จักวิธีในการเข้าหาสิ่งที่ตนต้องการอย่างฉลาด เพราะหากจะเข้าไปเอาลูกเสือจากในถ้ำก็คงต้องพบกับทั้งพ่อและแม่เสือซึ่งย่อมจะหวงลูกไม่ยอมให้ลูกไปง่ายๆ จึงต้องฉลาดในการที่จะเข้าถ้ำเสือ แต่จะไม่เข้าถ้ำก็คงยากที่จะได้ลูกเสือ

ส่วนที่เหลือหนุ่มสาวเมื่อรักกันและเมื่อต้องเข้าไปพบบรรดาพ่อแม่พี่น้องของคนที่ตนรักก็มักจะเกิดความรู้สึกไม่ค่อยจะแน่ใจว่าตนเองจะสามารถทำให้บรรดาคนในบ้านแฟนนั้นพออกพอใจและเปิดไฟเขียวให้สายความสัมพันธ์ระหว่างตนและคนรักให้แนบแน่ยิ่งขึ้นหรือไม่ ไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปขอเสียงในการสมัครเข้าไปเป็นเขยเป็นสะใภ้ ผมเลยอยากจะเอาเคล็ดไม่ลับ 6 ประการในการเอาชนะใจพ่อแม่แฟนมาเล่าสู่กันฟัง

1. ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่และบรรดาพี่น้องของแฟนให้มากที่สุด หาได้อย่างไรหรือครับก็จากแฟนคุณซิครับง่ายจะตายไป คนฉลาดต้องรู้จักทำการบ้านเตรียมพร้อมว่าเราจะต้องปรากฎตัวอบ่างไร แต่งตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าดูดีในสายตาของคนที่เราจะไปเข้าพบ รู้จักว่าควรคุยเรื่องอะไรกับใคร และใครคือคนสำคัญที่ต้องมุ้งความสนใจเป็นพิเศษในการเข้าพบ

2. เมื่อย่างก้าวเข้าไปในบ้านต้องรู้จักเป็นคนสังเกตอย่างฉลาด เพื่อเป็นการเรียนรู้ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวแฟนเรา เช่นว่าในบ้านมีทีวีอยู่ที่ในห้องทานอาหาร นั่นก็แปลว่าปกติเขากินข้าวไปดูทีวีไป ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่า ในวงสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำอาจจะมีเรื่องข่าวสาร หรืออะไรอัพเดทใหม่ ๆ จากรายการทีวี บนโต๊ะในห้องรับแขกมีหนังสือหรือนิตยสารประเภทไหน นั่นคือสิ่งที่คนในบ้านสนใจ และใครสนใจอะไร เป็นต้น

3. รู้จักยกย่องแฟนของคุณเป็นพิเศษแต่ไม่ใช่ผู้วิเศษ เพื่อเป็นการแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่เป็นคนดีคนเก่งอย่างไร แต่ไม่ต้องถึงขั้นพร่ำเพ้อพรรณาว่าคุณรักและบูชาแฟนคุณแค่ไหน และเพื่อเป็นการแสดงออกว่าคุณอยู่ในระดับที่ควรไว้วางใจได้ คุณจะต้องเป็นคนรู้จักรักษาเวลาในการออกไปเที่ยวกับแฟนของคุณให้เหมาะสม และก็รู้จักเวลาที่ควรในการโทรศัพท์หากัน ไม่ใช่ว่าเวลาที่เป็นช่วงทานอาหารก็โทรหากัน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณรู้จักคิดมีสติแบบนี้พ่อแม่ของแฟนจึงจะวางใจว่า ลูกได้คนที่ดีแล้ว

4. แน่นอนว่า คุณพ่อคุณแม่ของแฟนคุณจะต้องชอบทำอะไร หรือมีงานอดิเรกอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการเล่นกีฬา การจัดสวน การทำอาหาร หรืองานฝีมือ คุณควรจะแสดงความสนใจ ถามไถ่บ้าง ตรงนี้ นอกจากจะทำให้พวกเขารู้สึกว่า นอกจากคุณจะเป็นแฟนของลูกแล้ว คุณยังเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจในตัวพวกเขาด้วย และอยากจะรู้จักใกล้ชิดกับครอบครัวของแฟนจริง ๆ ไม่ใช่คนที่จะมาพรากลูกไปจากครอบครัว นอกจากนั้นคุณควรจะพยายามพูดคุยหรือร่วมกิจกรรมของคนอื่น ๆ ในครอบครัวด้วย อย่ามัวแต่ไปหมกตัวกันมุ่มใดมุมหนึ่งของบ้านเพียงแค่สองต่อสองนะครับ หากทำอย่างนี้ผมว่าไม่เหมาะสมอย่างมากครับ

5. รู้จ้กแสดงความระลึกในโอกาสต่างๆ เช่นการส่งการ์ดให้พ่อแม่ของแฟนในโอกาสต่างๆ เวลาเดินทางไปเที่ยวไหน นอกจากจะซื้อของฝากกลับมา ก็อาจจะส่งการ์ดจากสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมาให้ เมื่อกลับจากการรับประทานอาหารด้วยกัน หรือไปช๊อปปิ้งด้วยกัน ก็ไม่ลืมที่จะซื้อของโปรดติดไม่ติดมือกลับมาฝากด้วยนะครับ ผมถือว่าเป็นการสร้างความน่าประทับใจได้ดีครับ

6. ข้อนี้สำคัญมากครับ คือต้องแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้มาก สุภาพ ให้ความเคารพ และทำตัวให้สบาย ๆ จะดีกว่าพยายามทำตัวเป็นนักแสดง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณรู้สึกว่าทำแล้วจะดูดี เพื่อที่จะให้พวกเขาประทับใจทั้ง ๆ ที่มันไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะอะไรที่เสแสร้งย่อมไม่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดเวลา อย่าลืมซิว่าคุณกำลังอยู่ในชีวิตจริงไม่ใช่การแสดงละครที่จะจบลงในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง และก็ไม่ใช่งานเลี้ยงแฟนซีใส่หน้ากาก จริงไหมครับ

by พี่ชาย

อ่านต่อ...










ภาษารักทั้ง 9
คู่รักจำนวนไม่น้อยเลยที่สร้างความรักขึ้นมาด้วยใจ สานสัมพันธ์สายใยกันด้วยชีวิต แต่กลับทำลายด้วยภาษา(ภาษาในที่นี้หมายถึงคำพูด การกระทำ การแสดงออก)อันไม่เข้าท่าและไม่ควร จนเกิดความเสียหายที่ไม่ปราถนาตามมามากมาย ภาษารักจึงเป็นระบบการสื่อสัมพันธ์ของคนทั้งสองให้ตรงตามจริงและตามวัตถุประสงค์มุ่งหวัง เป็นภาษาที่ต้องรู้ เข้าใจ ฝึกให้ดี ใช้ให้เป็นและบริหารให้เกิดประโยชน์

ส่วนที่เหลือ1. ภาษาใจ เป็นการส่งรับด้วยจิตนิ่งเป็นหนึ่ง เมื่อจิตว่าง การรับรู้จะชัดเจน แจ่มใส และแม่นยำ การส่งการรับภาษาใจนี้จะก่อให้เกิดความเข้าใจ และความประทับใจในความสัมพันธ์กันมากซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานของคนสองคนที่จะเป็นคู่ชีวิตใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
2. ภาษาสายตา เป็นภาษาที่ลึกซึ้งและเที่ยงตรงที่สุดเพราะหลอกกันไม่ได้ วิธีการส่งภาษาใจออกมาเป็นภาษาตานั้น เพียงแผ่ความรู้สึกลึกๆในใจออกมา ความรู้สึกนั้นก็จะฉายออกมาทางแววตา แววตาของมนุษย์สามารถบอกสิ่งต่างๆมากมาย จนกล่าวว่า "ดวงตา คือหน้าต่างของหัวใจ"
3. ภาษายิ้ม ยิ้มเป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงความเป็นไปของผู้ยิ้ม การกำหนดยิ้ม เกิดจากสภาวะทั้งภายใน ภายนอก และจากอุปนิสัย โดยแบ่งเป็น 3 แบบของยิ้ม คือ ยิ้มแบบมีความสุข ยิ้มแบบเหนื่อยๆ และยิ้มแบบขอไปที การยิ้มมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นเราจึงควรฝึกยิ้มให้มีเสน่ห์ และมีความสุข ดังนี้
1)ยิ้มจากใจ 2)ยิ้มหมด 3)ยิ้มเปล่งประกาย
4)ยิ้มให้พอดี 5)ยิ้มให้ปรากฎ 6)ยิ้มให้ถูกกาละเทศะ
7)ยิ้มให้ถูกวัตถุประสงค์ 8)ยิ้มอย่างทรงพลัง 9)ยิ้มทั้งตา

4. ภาษาวาจา คำพูดทุกคำที่เปล่งออกมาจะมีพลังอยู่ในตัว และซึมซาบเข้าสู่ผู้ฟัง สามารถใช้สร้างสรรค์หรือทำลายก็ได้ พลังแห่งคำพูดมี 2 องค์ประกอบ คือ พลังแห่งเสียงและพลังแห่งความหมาย ดังนั้นจึงต้องกลั่นกรองวาจาก่อนเจรจาใดๆ ทุกครั้งที่พูดให้ใคร่ครวญในสิ่งที่พูดว่าเป็นจริงหรือเปล่าเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงเท่านั้น การพูดเท็จจึงเป็นการสร้างความเข้าใจผิด และเป็นการทำลายระบบสัจจะ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งนี้อย่าคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายได้เอง ภาษาวาจามีอานุภาพมาก มีทั้งประโยชน์และโทษถ้าไม่ระมัดระวังคำพูด ดังนั้นทุกครั้งที่พูดควรกลั่นกรองคำพูด เพื่อจรรโลงใจยังความรักให้งอกงามสถาพร
5. ภาษาท่าทาง ท่าทางอันจรรโลงรักให้ภาคภูมิ งดงาม และยังความมั่นใจในสัมพันธภาพ คือ
1)บุคคลิกอันงามสง่า
2)กิริยาที่สำรวม
3)อิริยาบถอันสมดุล
4)ท่วงท่าอันมั่นคง
5)ท่าทีจริงจังที่ปล่อยวาง
จึงจะได้ความมั่นคงอันอบอุ่น และความสบายใจอันเป็นรากฐานแห่งความสุข

6. ภาษาสัมผัส เป็นอีกระบบภาษาหนึ่งที่คู่รักชอบใช้กันเช่นการโอบกอด ภาษาสัมผัสเป็นการถ่ายทอด หรือแลกเปลี่ยนพลังระหว่างบุคคล การสัมผัสควรพิถีพิถันบรรจง อ่อนโยน ทะนุถนอม นุ่มนวลและหนักแน่นเป็นการเกื้อกูลกันให้เกิดพลังมาก สมานสัมพันธ์ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
7. ภาษาพฤติกรรม รักแท้ที่จริงมิใช่คำพูด แต่ต้องฉายออกมาจริงทุกระดับทั้งใจ แววตา ยิ้ม วาจา ท่าทาง สัมผัส และพฤติกรรม ดังนั้นภาษาพฤติกรรมจึงเป็นภาษารักแห่งยั่งยืน
8. ภาษาสัมพันธ์ คือการจัดสมดุลให้แก่ชีวิตคู่ให้สัมพันธภาพคงอยู่เสมออย่างบริสุทธิ์ใจ มั่นคง ลงตัว เข้ากันได้อย่างดี ให้คู่รักทั้งสองร่วมกันพัฒนายิ่งๆขึ้น จนกว่าสัมพันธภาพนั้นนิรันดร
9. ภาษาแห่งความสงบ ในบรรดาภาษาทั้งหลาย ภาษาแห่งความสงบเป็นภาษาที่ทรงอานุภาพสูงสุด เมื่อใดที่เข้าถึงความสงบได้ ความสุขจึงปรากฎ ความเข้าใจเที่ยงตรงตามจริงจึงแจ่มชัด ความตั้งใจเชิงสร้างสรรค์จึงพรั่งพรู จรรยามารยาทอันงดงามจึงส่องแสง ความอ่อนโยนจึงยังความอบอุ่นให้บังเกิดสัมผัสจึงทราบซึ้ง สัมพันธภาพจึงมั่นคง ดังนั้นภาษาแห่งความสงบจึงเป็นที่สุดแห่งภาษารักทั้งมวล

ดังนี้เองการสื่อภาษารักใดๆนั้นจะทรงพลัง มีค่าความเที่ยงตรง ความละเอียดอ่อน และความลึกซึ้ง ขึ้นอยู่กับพลังชีวิตและระดับจิตใจของแต่ละคน ต่อไปนี้ขอทุกท่านที่พึงประสงค์มีรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ จงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นคนที่สื่อภาษาอย่างประเสริฐ ล้ำค่าและทรงพลัง ก็จะนำมาซึ่งความถูกต้องตรงตามเจตนาบนฐานของความจริงใจ สามารถสานสัมพันธ์กันได้ดียิ่งขึ้น และรักกันตราบนานเท่านาน ยั่งยืนสถาพร

By: น้องมดดำ

อ่านต่อ...


วิธีประหยัดพลังงาน


1. ตรวจสอบลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่อ่อนเกินไปนั้น ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ายาง

ที่มีปริมาณลมยางตามที่มาตรฐานกำหนด

2. สับเปลี่ยนยางตรวจตั้งศูนย์ล้อตามกำหนดจะช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมาก
3. ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนานๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที

ก็เสียน้ำมัน ฟรีๆ 200 ซีซี
4. ไม่ควรติดเครื่องทิ้งไว้เมื่อจอดรถ ให้ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ขึ้นของ ลงของ หรือคอยคน

เพราะการติดเครื่องทิ้งไว้เปลืองน้ำมันและสร้างมลพิษอีกด้วย
5. ไม่ออกรถกระชากดังเอี๊ยด การออกรถกระชาก 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่าๆ ถึง 100 ซีซี

น้ำมันจำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล 700 เมตร

ส่วนที่เหลือ 6. ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่างอย่างที่เรียกกันติดปากว่า เบิ้ลเครื่อง การกระทำดังกล่าว10ครั้งสูญน้ำมันถึง50ซีซีปริมาณน้ำมันขนาดนี้รถวิ่งไปได้ ตั้ง350 เมตร
7. ตรวจตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด ควรตรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เช่น ทำความสะอาดระบบไฟจุดระเบิด เปลี่ยนหัวคอนเดนเซอร์ ตั้งไฟแก่อ่อนให้พอดีจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10%
8. ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หากออกรถและขับช้าๆ สัก 1-2 กม.แรก เครื่องยนต์จะอุ่นเอง ไม่ต้องเปลืองน้ำมันไปกับการอุ่นเครื่อง
9. ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เพราะเครื่องยนต์จะทำงานตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หากบรรทุกหนักมาก จะทำให้เปลืองน้ำมันและสึกหรอสูงขึ้น
10. ใช้ระบบการใช้รถร่วมกัน หรือคาร์พูล (Car pool) ไปไหนมาไหน ที่หมายเดียวกัน ทางผ่านหรือใกล้เคียงกัน ควรใช้รถคันเดียวกัน
11. เดินทางเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน บางครั้งเรื่องบางเรื่องอาจจะติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็ได้ ประหยัดน้ำมัน ประหยัดเวลา
12. ไปซื้อของหรือไปธุระใกล้บ้านหรือใกล้ๆทำงานอาจจะเดินหรือใช้จักรยานบ้าง ไม่ จำเป็นต้องใช้รถยนต์ทุกครั้ง เป็นการออกกำลังกายและประหยัดน้ำมันด้วย
13. ก่อนไปพบใครควรโทรศัพท์ไปถามก่อนว่าเขาอยู่หรือไม่ จะได้ไม่เสียเที่ยว ไม่เสียเวลา ไม่เสียน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์
14. สอบถามเส้นทางที่จะไปให้แน่ชัด หรือศึกษาแผนที่ให้ดี จะได้ไม่หลง ไม่เสียเวลา ไม่เปลืองน้ำมันในการวนหา
15. ควรใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์ อินเตอร์เน็ต หรือใช้บริการส่งเอกสาร แทนการเดินทางด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดน้ำมัน
16. ไม่ควรเดินทางโดยไม่ได้วางแผนการเดินทาง ควรกำหนดเส้นทาง และช่วงเวลาการเดินทางที่เหมาะสมเพื่อประหยัดน้ำมัน
17. หมั่นศึกษาเส้นทางลัดเข้าไว้ ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางยาวนาน ไม่ต้องเผชิญปัญหาจราจร ช่วยประหยัดทั้งเวลาและประหยัดน้ำมัน
18. ควรขับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเครื่องยนต์ ความเร็วระดับนี้ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า
19. ไม่ควรขับรถลากเกียร์ เพราะการลากเกียร์ต่ำนานๆ จะทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบสูงกินน้ำมันมาก และเครื่องยนต์ร้อนจัดสึกหรอง่าย
20. ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น เช่น การทำให้เกิดการต้านลมขณะวิ่ง หรือทำให้เครื่องยนต์ ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี
21. ไม่ควรใช้น้ำมันเบนซินที่ออกเทนสูงเกินความจำเป็นของเครื่องยนต์เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์
22. หมั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ ตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อประหยัดน้ำมัน
23. สำหรับรถเครื่องยนต์เบนซิน ควรเลือกเติมน้ำมันเบนซินให้ถูกชนิด ถูกประเภท โดยเลือก ตามค่าออกเทนที่เหมาะสมกับรถแต่ละยี่ห้อ (สังเกตจากฝาปิดถังน้ำมันด้านใน หรือรับคู่มือที่ปั๊มน้ำมันใกล้บ้าน)
24. ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ยามเช้าๆ เปิดกระจกรับความเย็นจากลม ธรรมชาติบ้างก็สดชื่นดี ประหยัดน้ำมันได้ด้วย
25. ไม่ควรเร่งเครื่องปรับอากาศในรถอย่างเต็มที่จนเกินความจำเป็นไม่เปิดแอร์แรงๆ จนรู้สึก หนาวเกินไป เพราะสิ้นเปลืองพลังงาน


บทความดีๆ จาก อสมท.
ภาพประกอบจาก kapook.com

อ่านต่อ...

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

สุดสายรุ้ง ที่ภูลังกา

การมาเยือนภาคเหนือของนักท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ต้องการสัมผัสอากาศหนาวเย็น แต่วันนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติในรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากก็คือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในพื้นที่โครงการหลวง...........
ม่านหมอกของเช้าตรู่ต้นฤดูฝน ถูกขับไล่ให้สลายไปกับแสงแดด ยามเช้า แดดอุ่น สายเหมยและบทเพลงแห่งขุนเขา เริ่มลำนำทอท่วงทำนองเสียงเซ็งแซ่ของดนตรีธรรมชาติ ช่วยกันบรรเลง...ดอยภูลังกา ทอดตัวตระหง่านอยู่มานานแสนนาน มีเมฆหมอกคลอเคลียตามยอดเขาที่อยู่เบื้องหน้า มันเป็นภาพที่ให้ชีวิตชีวามาก การเดินทางสู่อ้อมกอดของป่าเหนือ ได้เริ่มขึ้นแล้ว เจ้าหน้าที่โครงการหลวงบ้านปังค่านำพาพวกเราสู่ ผาหลบภัย ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งกองกำลังของพรรคคอมมิวนิตส์ ผาหลบภัยนี้อยู่เชิงดอยภูลังกา ลึกเข้าไปในป่าดงดิบ ตามเส้นทางธรรมชาติ แทบจะไม่เห็นแสงตะวัน หุบเขาโอบล้อมด้วยเทือกเขาที่มียอดสูงทมึน ท่ามกลางความเขียวขจีของผืนดินที่มองดูลดหลั่นเป็นขั้นบันไดของพืชไร่ กระท่อม สองสามหลังมุงด้วยหญ้าคา สร้างกันอย่างง่าย ๆ คงจะเพื่อหลบฝนหลบแดดอากาศที่นี่จึงเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติ แม้จะเยือกเย็นด้วยไอหมอกไอฝนก็ตาม แต่อบอุ่นด้วยสายใยแห่งความเป็นเพื่อนและมิตรภาพที่บริสุทธิ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่เชิงดอย และไหล่เขา พวกเขาเป็นชาวดอยอพยพมาจากลาว ณ ที่นี่ครั้งหนึ่งเคยมีการปะทะกัน มีเสียงปืน เสียงระเบิดดังตลอดเวลา ด้วยเหตุที่ว่าบ้านเมืองเราในยุคนั้นเต็มไปด้วยความแปลกหน้าต่อกัน อำเภอปง เป็นอำเภอแห่งขุนเขาและชนเผ่า ถนนแต่ละสายสร้างขึ้นด้วยความยากลำบาก จากการรบกวนของผู้ที่ไม่หวังดี และ ไม่ต้องการให้ถนนเข้าไปเพื่อส่งเสบียงบำรุงทหารและนำความเจริญไปให้ เมื่อปี 2516 ข่าวการสู้รบอย่างหนักกับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่... ปัจจุบัน ที่นี่สงบเงียบ ตั้งแต่หัวบ้านย่านตำบลเข้าถึงตัวอำเภอยังดูไม่ออกเลยว่าเป็นตัวอำเภอ อย่างไรก็ตามเมื่อสิ้นเสียงปืนสันติภาพก็เกิด ที่นี่จึงเป็นดินแดนที่สงบ และเพราะคำว่า “ ความสุขและเสรีภาพ” ที่นี่จึงเป็นแผ่นดินสุดท้ายของพวกเขา…. ฟ้าที่มืดครึ้มมาตั้งแต่เช้าก็เหมือนจะรับน้ำหนักก้อนเมฆไม่ไหว กลั่นตัวลงมาเป็นหยดน้ำ ทำให้ทางเดินในป่าบ้านน้ำคะ-สานก๋วย ลื่นไถล ความลำบากนั้นก็ทำให้เรารู้และได้ค้นพบว่า ชีวิตจริงนั้นแสนลำบากอย่างไร การดำรงอยู่ของคนกับป่า ก็เป็นความกลมกลืนของวิถีชีวิตที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ในเทือกเขานี้มาหลายทศวรรษ สภาพธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์สมบูรณ์ มีลำธารที่เกิดจากน้ำตกน้ำคะ และน้ำตกผาผึ้งไหลผ่านแบ่งปันความเยือกเย็นทำให้มีรอยยิ้มที่ยังไม่ถูกกลืนหายไปกับความเร่งรีบใด ๆ ซึ่งคุณค่าของรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะหายากขึ้นทุกทีลำธาร สายน้ำตก สานสัมพันธ์คนกับป่า ท่ามกลางอ้อมกอดแห่งสายน้ำและขุนเขาและรอยยิ้มอันอบอุ่นของผู้คน ด้วยมิตรภาพสู่....ธรรมชาติ และ หมู่บ้านทางเดินธรรมชาติที่ยาวไปทางเหนือเริ่มสูงและชันขึ้น ผาหินก้อนมหึมาที่ดูเหมือนว่าจะเป็นถ้ำที่ผู้คนเข้าไปอยู่กันได้ เขาจึงเรียกว่า “ผาหลบภัย “ เมื่อปีนไต่ขึ้นมาถึงผาเงิบก็นั่งหอบ การเดินทางดูระหกระเหินและยาวไกล ที่ บนผาหินเป็นที่ราบและกว้างพอประมาณ ที่นี่คงจะเป็นฐานกองบัญชาการในอดีตมองไปทางใดก็จะเห็นไผ่อยู่เป็นหย่อม ๆ บางจุดก็เป็นหย่อมใหญ่ ต้นไผ่อยู่ระดับความสูงไม่มาก เราเรียกว่า“ป่าเบญจพรรณ“ ไม่ไผ่ ถ้าตัดมาใช้ประโยชน์บ้างก็เหมือนช่วยตัดแต่งกิ่งไม้ จะทำให้หน่อไผ่เจริญงอกงามยังประโยชน์ใช้สอยต่อไป แต่ถ้าไม่ตัด ไม่นำมาใช้สอยก็จะหักโค่นตามอายุขัย แถมยังทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายอีกด้วย การตัดไม้ไผ่เอาไปใช้สอย หรือการขุดหน่อไม้ ไม่ใช่เป็นการทำลาย อาจจะยังประโยชน์ให้ป่ายังคงอยู่ ยกเว้นการตัดจนเสียสมดุลย์ หนอนไผ่ก็เหมือนกัน หาแต่พอกิน ก็จะเกิดความสมดุลย์”มุมมองการใช้ประโยชน์ หากมองในมุมความงามแล้ว ไม้ไผ่นี่สวยไม่แพ้ใครเหมือนกัน ลำต้นเมื่ออยู่รวมกัน ยามเมื่อลมพัดไหว ลำไผ่ส่ายไปมาหรือแม้แต่ใบก็งดงามแฝงด้วยปรัชญา จะเห็นว่า ศิลปินจีนโบราณยังนิยมเขียนภู่กันเกี่ยวกับไผ่ทั้งนั้น......แดดอ่อนลง ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ดวงตะวันกำลังจะลับทิวเขา แผ่นดินกำลังคลายความร้อน ควันไฟจากการหุงต้ม ลอยมาจากหลังคาบ้านชาวดอยที่อยู่ไกลออกไป ความเงียบของขุนเขากำลังเริ่ม เสียงธรรมชาติของหมู่แมลงเริ่มกล่อมบรรเลง เด็กต้อนฝูงวัวข้ามลำธารกลับคืนสู่เหย้ายอดขุนเขาภูลังกาแสงแดดยังส่องสว่าง แต่ที่บ้านน้ำคะกำลังจะมืด หนุ่มสาวชาวม้งเดินไปตามไหล่เขาผิวปากเป็นเพลงชาวดอยขณะลมภูเขาพัดมาอ่อย ๆ อากาศเริ่มเย็น ลมอ่อน ๆ โชยมานำละอองฝนมาด้วย ทำให้รู้สึกหนาวขึ้นมาทันใดไออุ่นจากกองไฟที่ช่วยกันสุมก็ลุกโชติ พอจะช่วยบรรเทาความเย็นที่อยู่รายรอบตัวในคืนท้องฟ้าข้างแรม มันเป็นคืนเดือนมืดที่มืดสนิท ดวงดาวระยิบระยับประดับอยู่เต็มท้องฟ้า ความมืดเบื้องบนจึงกลายเป็นความงามที่เฝ้ามองดูไม่รู้เบื่อ....ฉับพลันหมู่ดวงดาวก็ถูกเมฆดำบดบัง แล้วสายฝนก็โปรยลงมากลางดึกนั้น นำความชุ่มฉ่ำมาให้กับชาวสวนชาวไร่………เส้นทางเดินธรรมชาติสู่ยอดดอยภูลังกาเป็นเส้นทางสู่ขอบฟ้า นำพาความฝันของนักเดินทางสู่จุดหมาย มันเป็นเรื่องที่ดีในยุคสมัยที่ว้าเหว่ แต่เรามีเพื่อนเดินทางที่เข้าใจ และมองเห็นจุดหมายปลายทางเดียวกัน

อ่านต่อ...