วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552


สาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน
ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนในทุกวันนี้ก็คือ “ก๊าซเรือนกระจก” แต่ตัวการที่สำคัญกว่านั้น คือตัวการทำก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ก็คือมนุษย์นั่นเอง กิจกรรมที่มนุษย์คิดค้น,สร้าง,กระทำต่อโลกอย่างต่อเนื่องมานับร้อย ๆ ปี ได้ส่งผลกับมนุษย์ และธรรมชาติแล้วในวันนี้
ก๊าซเรือนกระจก กับภาวะโลกร้อน ความร้อนที่มีอยู่ในโลกมาจากหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญคือดวงอาทิตย์ ซึ่งแผ่ความร้อนลงมายังโลกในรูปของรังสีคลื่นสั้น (รังสีอัลตราไวโอเลต)อีกปัจจัยหนึ่งคือ ลักษณะของผิวโลกที่มีคุณสมบัติดูดซับหรือสะท้อนความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์


ส่วนที่เหลือแตกต่างกัน และสุดท้ายคือปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) รวมถึงอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เรียกว่าแอโรโซล (aerosol)ในชั้นบรรยากาศ ประมาณ 1 ใน 3 ของรังสีความร้อนที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์จะถูกสะท้อนกลับโดยบรรยากาศในชั้นสูง ๆ ก่อนที่จะมาถึงโลก เฉพาะส่วนที่ลงมาถึงโลกนั้น ประมาณ 2 ใน 3 จะถูกโลกดูดซับเอาไว้ และอีก 1 ใน 3 จะสะท้อนออกไปจากโลกในรูปของรังสีคลื่นยาว (รังสีอินฟาเรด)โดยปกติแล้ว พื้นที่โลกที่ปกคลุมด้วยหิมะหรือน้ำแข็งจะสะท้อนความร้อนออกไปได้ดี และสะท้อนได้มากกว่าบริเวณอื่น ฝืนน้ำในมหาสมุทรสะท้อนได้ดีกว่าพื้นดิน
รังสีความร้อนที่สะท้อนออกไปจากส่วนต่าง ๆ ของผิวโลกนั้นส่วนหนึ่งจะทะลุออกไปสู่อวกาศ แต่อีกส่วนหนึ่งจะถูกก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในบรรยากาศของโลกดูดซับเอาไว้ ความร้อนที่ถูกดูดซับเอาไว้นี้จะสะท้อนไปทุกทิศทาง รวมทั้งสะท้อนกลับลงมายังโลกด้วย กระบวนการทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกอุ่น และค่อนข้างคงที่อยู่ได้ ถ้ารังสีความร้อนส่วนที่สะท้อนออกไปจากโลก ทะลุออกไปสู่อวกาศได้ทั้งหมด อุณหภูมิของโลกจะหนาวเย็นเกินไป ไม่เหมาะสำหรับการเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าทะลุออกไปได้น้อย เพราะส่วนใหญ่ถูกก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่มีอยู่หนาแน่นเกินไปสะท้อนกลับลงมายังโลกอีก ความร้อนก็จะสะสมอยู่ในโลกมากขึ้น ๆ ปรากฏการณ์เช่นนี้ในระยะยาวจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น … ตรงนี้แหละคือที่มาของภาวะโลกร้อนที่กำลังเป็นที่วิตกกังวลกันอยู่ในเวลานี้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า ระบบสะท้อนความร้อนของโลกกำลังเริ่มติดขัด และอุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ทำให้เกิดการติดขัดนั้นนักวิทยาศาสตร์พบว่า คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ นับแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม เป็นต้นมา ความร้อนที่เกิดขึ้นในลักษณะที่กล่าวข้างต้น สามารถอธิบายได้แบบเดียวกับความร้อนที่เกิดในเรือนกระจก (greenhouse)สำหรับปลูกพืชผักในหน้าหนาวของคนในแถบเขตหนาวของโลก มวลก๊าซเรือนกระจกอันหนาแน่นในบรรยากาศของโลกนั้น ทำหน้าที่คล้ายผ้าห่มพลาสติกที่เขาใช้คลุมเรือนกระจกสำหรับปลุกพืชเพื่อกันความร้อนที่แผ่ขึ้นมาจากผิวดินไม่ให้ทะลุผ่านออกไปทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความร้อนเช่นนี้ว่า “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” (greenhouse effect)และเรียกก๊าซที่ห่อคลุมโลกไว้ และเป็นตัวสะท้อนความร้อนกลับลงมายังโลกนี้ว่า “ก๊าซเรือนกระจก”(greenhouse gases)ยิ่งมีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกหนาแน่นมากเท่าไร อุณหภูมิของโลกก็ยิ่งจะร้อนขึ้นมากเท่านั้น ตัวทำลายโอโซนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมาก นอกจากอากาศบนโลกจะร้อนขึ้นและสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมาอีกมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด ก็ต้องแสวงหากันอีก นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์ก็มากด้วย ระบบชีวิตของมันต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น
หากว่ากันแล้วมนุษย์นี่เองที่เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน

อ่านต่อ...



วิธีกำจัดกลิ่นปาก (เดลินิวส์)
กลิ่นปากไม่พึงประสงค์ มักจะเป็นปัญหาในอันดับต้นๆ ที่ทำให้คุณไม่มั่นใจในตนเอง ซึ่งวันนี้เราก็มีวิธีช่วยในคุณพิชิตกลิ่นปากเหล่านั้นได้ค่ะ แต่ก่อนอื่น เรามาดูกันก่อนว่า กลิ่นปากเกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง แน่นอนว่าสาเหตุต้น ๆ นั่นก็คือ เกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป,เศษอาหารที่ค้างคาอยู่ตามซอกฟัน, แบคทีเรียในหมากฝรั่ง, การกินอาหารไม่ถูกหลัก (อันนี้พวกสาวไดเอ็ทต้องระวัง), การติดเชื้อทางระบบหายใจ, ระบบย่อยอาหารเกิดอาการผิดปกติ, การเสื่อมและผุพังของเนื้อฟัน รวมถึงกลิ่นจากการสูบบุหรี่

ส่วนที่เหลือ และ ตัวการร้ายอันดับหนึ่ง ที่สำคัญมาก ๆ แต่มักจะถูกมองข้ามไป นั่นคือแบคทีเรียไม่รักดี ที่ทั้งเกิดและอาศัยอยู่บนลิ้นของเราๆ ท่านๆ นั่นเอง โดยแบคทีเรียชนิดนี้มีอยู่ในปากของทุกคน มีหน้าที่อะไรไม่รู้แน่ แต่ชอบเปลี่ยนตัวเองเป็นสารประกอบซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ซึ่งสารประกอบตัวนี้พอมีมากๆ เข้าก็จะทำให้เกิดกลิ่นปากตามมา

ส่วนวิธีใดบ้างนั้นที่จะช่วยลดการเกิดกลิ่นปาก มาดูกันเลย...
1. อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย
2. ดื่มน้ำมากๆ ช่วยล้างแบคทีเรียออกจากน้ำลาย
3. แปรงฟันทุกครั้งหลังมื้ออาหาร และอย่าลืมแปรงด้านบนของลิ้น อันเป็นที่เกิดของแบคทีเรียด้วย
4.ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2-3 ครั้ง
5. ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก
6. เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล
7. เคี้ยวใบผักชีฝรั่งหรือกานพลูหลังมื้ออาหาร
8. งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม, หอมใหญ่, พริกไทย และชีส
9. หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก
10. กินอาหารให้ครบหมู่ แม้ว่าคุณจะกำลังลดความอ้วนอยู่ก็ตาม
11.เลิกสูบบุหรี่
12.ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก




ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ www.urrac.com/rangsit

อ่านต่อ...

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552


10 สมุนไพรคลายเครียด

ความเครียดดูจะเป็นของคู่กันสำหรับคนวัยทำงาน เพื่อนบางคนอาจหาทางออกให้กับความเครียด ด้วยการพึ่งยาชนิดต่างๆ เพื่อช่วยคลายเครียด ซึ่งเป็นยาที่ทำจากสารเคมี และอาจมีผลข้างเคียง แถมต้องกินยาอยู่เรื่อยๆ จนเกิดผลเสียตามมา คือ ติดยา ดื้อยา และในที่สุดเกิดการสะสมพิษ ซึ่งส่งผลในระยะยาวต่อร่างกายของเราได้ แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทยที่ทั้งปลอดภัยและเหมาะสมกับยุคข้างยากหมากแพงเช่นนี้ นั่นคือสมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บไข้ในเบื้องต้นได้จริง เริ่มต้นจากสมุนไพรใกล้ตัวเราดังนี้ ค่ะ

ส่วนที่เหลือ 1. ขี้เหล็ก หลายคนคงจะเคยกินแกงขี้เหล็ก เมนูเด็ดที่มีรสชาติกลมกล่อมหวานมันซ่อนขมเล็กน้อย ซึ่งรสขมๆ ของขี้เหล็กนั้นช่วยทำให้เจริญอาหาร มีการศึกษาพบว่า ใบอ่อนและดอกตูมของขี้เหล็กมีสารที่ชื่อว่า แอนไฮโดรบาราคอล (Anhydrobarakol) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายเครียด และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ อีกด้วย เรามีวิธีนำขี้เหล็กมาปรุงเป็นยาสมุนไพรคลายเครียด 2 สูตร ดังนี้

นำใบอ่อนและดอกตูมแห้ง 30 กรัม (หากเป็นชนิดสดใช้ 50 กรัม) ใส่โหลแก้ว เทเหล้าขาวใส่พอท่วมยา แช่ไว้ 7 วัน หมั่นคนบ่อยๆ ทุกวัน เมื่อครบ 7 วัน ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำยา จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนนอน

ใช้ใบอ่อนแห้งประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มก่อนนอนครั้งละ 1 แก้ว ข้อควรระวังคือ ห้ามดื่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้


2. ชุมเห็ดไทย เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณกล่อมประสาท คลายเครียดและทำให้นอนหลับได้ดี วิธีทำ นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1-. ช้อนโต๊ะ (5-15 กรัม) มาคั่วจนเกรียม ต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือ 800 มิลลิลิตร กรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำดื่ม แบ่งดื่มครั้งละ 200 มิลลิลิตร เช้า-กลางวัน-เย็น หลังอาหาร หรือชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว 1 หยิบมือลงในกาน้ำชาขนาดประมาณครึ่งลิตร เติมน้ำร้อนให้เต็ม ดื่มวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

3. ดอกบัวหลวง ใช้ดอกบัวหลวงสีขาวที่ใกล้จะบาน 5 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ลิตรให้เดือดนาน 10 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง หรือดื่มได้ทั้งวัน ชาดอกบัวหลวงจะมีรสฝาดๆ หอมๆ ดื่มแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้หายอ่อนเพลีย สดชื่นขึ้น แถมช่วยให้นอนหลับสบาย

4. พริกไทย น้ำต้นพริกไทยแห้งที่หั่นแล้วประมาณ 1 หยิบมือมาคั่ว แล้วใส่ในกาชา เติมน้ำร้อนจนเต็ม ชาต้นพริกไทยดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ทำให้สมองปลอดโปร่งและช่วยลดความเครียดได้ดีมาก


5. พลู น้ำใบหรือเถาพลูแห้งมาคั่วหรืออบให้แห้ง ชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใช้ใบหรือเถาพลูที่คั่วแล้วประมาณ 1 หยิบมือต้มน้ำร้อน 1 ลิตร หรือชงใส่น้ำ 1 กาชา ดื่มวันละ 3-4 ครั้งหรือดื่มทั้งวันก็ได้ ชาพลูจะออกรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย ทำให้ตาสว่างสดชื่นขึ้น และแก้เครียดได้

6. พวงชมพูดอกขาว ใช้เถาแห้ง 1 กำมือ หรือรากแห้ง 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ต้มให้เหลือ 2 ถ้วย รับประทานครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะก่อนนอน ช่วยกล่อมประสาท และทำให้นอนหลับได้ดี

7. ฟ้าทะลายโจร ใช้ต้นฟ้าทะลายโจรตากแห้งประมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ หั่นและต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็นก่อนอาหาร แก้อาการปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ และคลายเครียดได้

8. มะนาวหรือมะกรูด สมุนไพรใกล้ตัวที่มีอยู่ทุกครัวเรือน มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้หายเครียดได้ ซึ่งมีวิธีทำง่ายๆ 2 วิธี ได้แก่

ใช้ลูกมะนาวหรือมะกรูด 1 ลูกผ่าซีก บีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว เติมเกลือและน้ำตาลทรายไม่ขัดขาวอย่างละครึ่งช้อนกาแฟ ใส่น้ำร้อนให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มอุ่นๆ ทันทีเมื่อมีอาการ จะช่วยคลายเครียดได้รวดเร็ว แต่หากดื่มมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้

นำใบมะนาวหรือมะกรูดแห้งประมาณ 1 หยิบมือมาคั่ว นำไปใส่กาชา เติมน้ำร้อนจนเต็ม ชงเป็นชาดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยขับเลือดลมและแก้เครียดดีมาก

9. มะเฟือง ใช้มะเฟืองที่แก่จัด 1 ผล ล้างให้สะอาด หั่นและแกะเมล็ดออก คั้นน้ำใส่แก้วเติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟ และเทน้ำร้อนลงไปให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็นก่อนอาหาร ช่วยระงับควมฟุ้งซ่าน ทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

10. มะละกอ ใช้ลูกมะละกอขนาดเขื่องๆ (8 ขีด-1 กิโลกรัม) 1 ลูก ปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด แกะเมล็ดออก แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร นานประมาณ 15-20 นาทีหรือจนกระทั่งน้ำเดือด ยกลง กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ยกน้ำที่ได้ตั้งไฟอีกครั้ง นำใบชาชนิดใดก็ได้ใส่ลงไป 1 หยิบมือ ต้มต่อจนน้ำเดือด ดื่มแทนน้ำชาได้ทั้งวันที่นี้คุณจะเริ่มรู้สึกสบาย เพราะนอกจากช่วยให้คลายเครียดแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้หลับลึกหลับสนิทและรู้สึกสดชื่นทันทีเมื่อตื่นขึ้นอีกด้วยค่ะ

อ่านต่อ...



สมุนไพรไทย(3) อาหารจานผัดแบบไทย ๆ อาหารผัดสมุนไพรเลิศรส

ผัดกะเพรา ผัดโหระพา ผัดพริกสด ผัดฉ่า ผัดพริกแกง ผัด..ผัด.. ผัด.. อาหารจานผัดรสเผ็ดร้อน ที่ขานชื่อมาให้ฟัง พอเรียกน้ำย่อยในท้อง ให้ออกมาปั่นป่วนกระเพาะของทั้งคนเขียนและคนอ่านนี้ ฟังแบบผ่าน ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเมนูอาหารไทยธรรมดา ๆ แต่วันนี้เราจะมาลองคุยถึงอาหารเหล่านี้ แบบไม่ธรรมดาซะหน่อยค่ะ

ส่วนที่เหลือถ้าเราผัดกะเพรา แต่ไม่ได้ใส่ใบกะเพรา แล้วผัดจานนั้น จะเป็นผัดกะเพรามั้ยคะ แน่นอนค่ะ ทานยังไงก็ไม่ใช่ผัดกะเพรา เพราะว่าไม่ได้ใส่ใบกะเพรา (เข้าเรื่องดีกว่า ก่อนที่เพื่อน ๆ จะทนไม่ได้ปิดหน้านี้ไปซะก่อน) นกกำลังจะบอกว่า อาหารไทยนั้นวิเศษล้ำตรงที่ สามารถดึงเอาพืชสมุนไพรมาปรุงแต่งกลิ่นรส ให้อาหารแต่ละจานเกิดความโดดเด่น แตกต่างมีเอกลักษณ์ได้อย่างเหลือเชื่อ
ความโดดเด่นของอาหารจานผัดสมุนไพร หลักใหญ่เกิดจากการใช้ พืชสมุนไพร ส่วนของใบในการปรุงรสและแต่งกลิ่น (ส่วนใหญ่หนักไปในทางแต่งกลิ่น) โดยจะใช้สมุนไพรใบ ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นเครื่องปรุงหลัก ผัดผสมกับสมุนไพรพื้นฐานประเภท กระเทียม พริก โดยใช้ไฟแรงและเร็ว จึงจะชูรสและกลิ่นของสมุนไพรให้ยิ่งโดดเด่น
พระเอกในกลุ่มสมุนไพรใบ หนีไม่พ้นสมุนไพรในกลุ่มที่ฝรั่งเรียกว่า เบซิล (Basil) อย่างใบกะเพรา ใบโหระพา (ส่วนใบแมงลักขอละไว้ เพราะไม่นิยมใช้ ในอาหารจานผัด) ส่วนเนื้อสัตว์ก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจ จะเป็นผัดกะเพราหมู ผัดกะเพราไก่ ผัดกะเพรากุ้ง ผัดกะเพราปลาหมึก ผัดกะเพราทะเล หรือจะเป็นหอยลายผัดโหระพา หอยกะพงผัดโหระพา หรือจะข้ามไปผัดกับผัก อย่างมะเขือยาวผัดใบโหระพา (โอย... น้ำลายท่วมปากค่ะ)
ว่ากันถึงเรื่องรสชาติผัดกะเพราจะให้อร่อยต้องออกรสเผ็ดด้วย โดยจะเป็นรสเผ็ดจากพริกขึ้หนูค่ะ แต่ถ้าเราผัดเนื้อสัตว์โดยไม่ใส่ใบกะเพรา แล้วลดความเผ็ดโดยเปลี่ยนจากพริกขี้หนู เป็นพริกชี้ฟ้า หรือภาษาบ้าน ๆ เรียกพริกสด ก็จะได้ผัดพริกสด บางคนใส่พริกหยวกลงผัดผสม อร่อยไปอีกแบบ อีกหนึ่งผัดที่ถ้าไม่พูดถึงคนอาจจะถามหา คือ ผัดฉ่าค่ะ อันว่าชื่อผัดฉ่านั้น ไม่ทราบที่มาเหมือนกัน จะเกิดจากเสียงเวลาผัดดังฉ่า ๆ หรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ ๆ ผัดจานนี้เกิดจากการผสมผสานของผัก สมุนไพร หลายหลาย ทั้งพริกสด กระชายฝอย ใบมะกรูด ใบโหระพา บ้างเติมพริกไทยเม็ดสด มะเขือพวง มะเขือเปราะ ผสมผสานรส และกลิ่นที่เผ็ดร้อน หอมหวล แบบแตกต่าง ผัดฉ่านี้ใช้ใบโหระพาที่สามารถกลบกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ประเภทอาหารทะเล ได้เป็นอย่างดี แต่จะเอามาผัดหมู ผัดไก่ ก็ไม่ว่ากัน นอกจากการผัด โดยใช้สมุนไพรประเภทใบแล้ว ในอาหารไทยมีการใช้ น้ำพริกแกงหลากหลาย ซึ่งไม่จำกัดการใช้เพียงเมนูแกง สามารถเอามาใช้นำอาหารประเภทผัด ได้อย่างอร่อยไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นผัดเผ็ด ผัดเขียวหวาน ซึ่งมีเครื่องปรุง เหมือนกันกับการแกง แต่ลดปริมาณการใช้น้ำกะทิลง เหลือเพียงผัดแบบแห้ง ๆ พลิกแพลงมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โปะข้าวสวยลงผัดผสม ได้ข้าวผัดน้ำพริกแกง อร่อยง่าย ๆ ไปอีกแบบ ก็คงพูดกันได้เต็มปากเต็มคำว่า "อาหารจานผัดแบบไทย ๆ อาหารผัดสมุนไพรแท้ ๆ" จ้า....

อ่านต่อ...

หาเวลาเงียบๆ ให้ตนเอง
ขณะกำลังเขียนบทความนี้เป็นเวลาเช้าตอนตี 5 ซึ่งเป็นเวลาโปรดของผม ผมยังมีเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่ภรรยาและลูกๆจะตื่นขึ้นหรืออย่างน้อยก็หนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะมีใครมาขอให้ผมทำอะไรให้ ข้างนอกนั้นเงียบสงบและผมอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวอย่างแท้จริง การได้อยู่คนเดียวเงียบๆ เช่นนี้ช่วยให้ผมได้สัมผัสความเงียบโดยลำพัง รู้สึกผ่อนคลาย สุขสบาย มีเวลาสำรวจตัวเอง และวางแผนการทำงาน ผมยังจำได้ดีว่าในสมัยที่ผมยังเด็กนั้นผมใช้เวลาตอนเช้ามืดเช่นนี้ท่องหนังสือ อ่านตำราต่างๆซึ่งช่วยให้ผมได้จดจำและเข้าใจอะไรๆ ได้ง่ายและเร็วกว่าเวลาอื่นๆ

ส่วนที่เหลือ ระหว่างช่วงชีวิตของผม วันเวลาที่ผ่านไปนี้ผมได้พบปะผู้คนมากมายหลายคน และผมคิดไม่ออกเลยว่าในบรรคาคนเหล่านั้นจะมีสักกี่คนที่พบสันติสุขในใจอย่างแท้จริงหรืออาจไม่มีแม้สักคนเดียว ในโลกแห่งความวุ่นวาย แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นดูเหมือนว่าจะมีน้อยคนนักที่จะแสวงหาความเงียบให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันหนึ่งสัก 10 นาที่อยู่คนเดียวเงียบๆ

การใช้เวลากับความโดดเดี่ยวเป็นส่วนสำคัญยิ่งสำหรับชีวิต จะช่วยสร้างสมดุลให้ชีวิตที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความสับสนในแต่ละวัน โดยส่วนตัวแล้วการใช้เวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ ช่วยให้ผมรู้สึกว่าสามารถจัดการกับเวลาที่เหลือในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ และวันไหนที่ไม่ได้ทำเช่นนี้ผมก็จะรู้สึกถึงความแตกต่างเช่นกัน

มีวิธีการบางอย่างที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่มักจะบ่นว่าไม่มีเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ และไม่สะดวกที่จะตื่นแต่เช้าโดยการหาเวลาเงียบๆ ให้กับตัวเองสำหรับเพื่อนๆ กล่าวคือ ผมก็เหมือนกับคนอื่นๆ คือ ต้องขับรถไปกลับระหว่างบ้านและที่ทำงานทุกวัน และหากเป็นช่วงเปิดเทอมก็จะไปส่งไปรับลูกที่โรงเรียน หรือออกไปติดต่องานต่างๆ ในระหว่างการเดินทางเมื่อรถติดผมมักจะหาโอกาสหลับตาและหายใจเข้าลึกๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผมไม่รีบร้อนจนเกินไป มีสมาธิ และสดชื่น คนส่วนใหญ่มักขับรถอย่างรวดเร็วบนท้องถนนเพื่อมุ่งสู่จุดหมาย พร้อมกับเปิดวิทยุในรถเสียงดังลั่นการกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้คนเหล่านั้นได้รู้สึกผ่อนคลายแต่กลับเพิ่มความเคลียดให้กับตนเอง แต่หากเพียงแค่การกระทำง่ายๆ ดังเช่นที่ว่าผมเชื่อว่าเพื่อนๆ จะกลับถึงจุดหมายปลายทางพร้อมกับความรู้สึกที่ผ่อนคลายกว่าเก่าอย่างมาก มาลองทำดูนะครับแล้วก็จะพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด


By: พี่ชาย

อ่านต่อ...


เมื่อต้องไปบ้านแฟน
หากอยากได้ลูกเสือก็คงต้องเข้าถ้ำเสือ เป็นประโยคที่หลายๆ คนคงเคยได้ยินซึ่งหมายความว่าหากอยากได้สิ่งใดก็ต้องไม่กลัวและต้องรู้จักวิธีในการเข้าหาสิ่งที่ตนต้องการอย่างฉลาด เพราะหากจะเข้าไปเอาลูกเสือจากในถ้ำก็คงต้องพบกับทั้งพ่อและแม่เสือซึ่งย่อมจะหวงลูกไม่ยอมให้ลูกไปง่ายๆ จึงต้องฉลาดในการที่จะเข้าถ้ำเสือ แต่จะไม่เข้าถ้ำก็คงยากที่จะได้ลูกเสือ

ส่วนที่เหลือหนุ่มสาวเมื่อรักกันและเมื่อต้องเข้าไปพบบรรดาพ่อแม่พี่น้องของคนที่ตนรักก็มักจะเกิดความรู้สึกไม่ค่อยจะแน่ใจว่าตนเองจะสามารถทำให้บรรดาคนในบ้านแฟนนั้นพออกพอใจและเปิดไฟเขียวให้สายความสัมพันธ์ระหว่างตนและคนรักให้แนบแน่ยิ่งขึ้นหรือไม่ ไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปขอเสียงในการสมัครเข้าไปเป็นเขยเป็นสะใภ้ ผมเลยอยากจะเอาเคล็ดไม่ลับ 6 ประการในการเอาชนะใจพ่อแม่แฟนมาเล่าสู่กันฟัง

1. ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับพ่อแม่และบรรดาพี่น้องของแฟนให้มากที่สุด หาได้อย่างไรหรือครับก็จากแฟนคุณซิครับง่ายจะตายไป คนฉลาดต้องรู้จักทำการบ้านเตรียมพร้อมว่าเราจะต้องปรากฎตัวอบ่างไร แต่งตัวอย่างไรถึงจะเรียกว่าดูดีในสายตาของคนที่เราจะไปเข้าพบ รู้จักว่าควรคุยเรื่องอะไรกับใคร และใครคือคนสำคัญที่ต้องมุ้งความสนใจเป็นพิเศษในการเข้าพบ

2. เมื่อย่างก้าวเข้าไปในบ้านต้องรู้จักเป็นคนสังเกตอย่างฉลาด เพื่อเป็นการเรียนรู้ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวแฟนเรา เช่นว่าในบ้านมีทีวีอยู่ที่ในห้องทานอาหาร นั่นก็แปลว่าปกติเขากินข้าวไปดูทีวีไป ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่า ในวงสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำอาจจะมีเรื่องข่าวสาร หรืออะไรอัพเดทใหม่ ๆ จากรายการทีวี บนโต๊ะในห้องรับแขกมีหนังสือหรือนิตยสารประเภทไหน นั่นคือสิ่งที่คนในบ้านสนใจ และใครสนใจอะไร เป็นต้น

3. รู้จักยกย่องแฟนของคุณเป็นพิเศษแต่ไม่ใช่ผู้วิเศษ เพื่อเป็นการแสดงว่าคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่เป็นคนดีคนเก่งอย่างไร แต่ไม่ต้องถึงขั้นพร่ำเพ้อพรรณาว่าคุณรักและบูชาแฟนคุณแค่ไหน และเพื่อเป็นการแสดงออกว่าคุณอยู่ในระดับที่ควรไว้วางใจได้ คุณจะต้องเป็นคนรู้จักรักษาเวลาในการออกไปเที่ยวกับแฟนของคุณให้เหมาะสม และก็รู้จักเวลาที่ควรในการโทรศัพท์หากัน ไม่ใช่ว่าเวลาที่เป็นช่วงทานอาหารก็โทรหากัน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณรู้จักคิดมีสติแบบนี้พ่อแม่ของแฟนจึงจะวางใจว่า ลูกได้คนที่ดีแล้ว

4. แน่นอนว่า คุณพ่อคุณแม่ของแฟนคุณจะต้องชอบทำอะไร หรือมีงานอดิเรกอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการเล่นกีฬา การจัดสวน การทำอาหาร หรืองานฝีมือ คุณควรจะแสดงความสนใจ ถามไถ่บ้าง ตรงนี้ นอกจากจะทำให้พวกเขารู้สึกว่า นอกจากคุณจะเป็นแฟนของลูกแล้ว คุณยังเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความสนใจในตัวพวกเขาด้วย และอยากจะรู้จักใกล้ชิดกับครอบครัวของแฟนจริง ๆ ไม่ใช่คนที่จะมาพรากลูกไปจากครอบครัว นอกจากนั้นคุณควรจะพยายามพูดคุยหรือร่วมกิจกรรมของคนอื่น ๆ ในครอบครัวด้วย อย่ามัวแต่ไปหมกตัวกันมุ่มใดมุมหนึ่งของบ้านเพียงแค่สองต่อสองนะครับ หากทำอย่างนี้ผมว่าไม่เหมาะสมอย่างมากครับ

5. รู้จ้กแสดงความระลึกในโอกาสต่างๆ เช่นการส่งการ์ดให้พ่อแม่ของแฟนในโอกาสต่างๆ เวลาเดินทางไปเที่ยวไหน นอกจากจะซื้อของฝากกลับมา ก็อาจจะส่งการ์ดจากสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมาให้ เมื่อกลับจากการรับประทานอาหารด้วยกัน หรือไปช๊อปปิ้งด้วยกัน ก็ไม่ลืมที่จะซื้อของโปรดติดไม่ติดมือกลับมาฝากด้วยนะครับ ผมถือว่าเป็นการสร้างความน่าประทับใจได้ดีครับ

6. ข้อนี้สำคัญมากครับ คือต้องแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้มาก สุภาพ ให้ความเคารพ และทำตัวให้สบาย ๆ จะดีกว่าพยายามทำตัวเป็นนักแสดง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คุณรู้สึกว่าทำแล้วจะดูดี เพื่อที่จะให้พวกเขาประทับใจทั้ง ๆ ที่มันไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะอะไรที่เสแสร้งย่อมไม่สามารถรักษาไว้ได้ตลอดเวลา อย่าลืมซิว่าคุณกำลังอยู่ในชีวิตจริงไม่ใช่การแสดงละครที่จะจบลงในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง และก็ไม่ใช่งานเลี้ยงแฟนซีใส่หน้ากาก จริงไหมครับ

by พี่ชาย

อ่านต่อ...










ภาษารักทั้ง 9
คู่รักจำนวนไม่น้อยเลยที่สร้างความรักขึ้นมาด้วยใจ สานสัมพันธ์สายใยกันด้วยชีวิต แต่กลับทำลายด้วยภาษา(ภาษาในที่นี้หมายถึงคำพูด การกระทำ การแสดงออก)อันไม่เข้าท่าและไม่ควร จนเกิดความเสียหายที่ไม่ปราถนาตามมามากมาย ภาษารักจึงเป็นระบบการสื่อสัมพันธ์ของคนทั้งสองให้ตรงตามจริงและตามวัตถุประสงค์มุ่งหวัง เป็นภาษาที่ต้องรู้ เข้าใจ ฝึกให้ดี ใช้ให้เป็นและบริหารให้เกิดประโยชน์

ส่วนที่เหลือ1. ภาษาใจ เป็นการส่งรับด้วยจิตนิ่งเป็นหนึ่ง เมื่อจิตว่าง การรับรู้จะชัดเจน แจ่มใส และแม่นยำ การส่งการรับภาษาใจนี้จะก่อให้เกิดความเข้าใจ และความประทับใจในความสัมพันธ์กันมากซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานของคนสองคนที่จะเป็นคู่ชีวิตใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
2. ภาษาสายตา เป็นภาษาที่ลึกซึ้งและเที่ยงตรงที่สุดเพราะหลอกกันไม่ได้ วิธีการส่งภาษาใจออกมาเป็นภาษาตานั้น เพียงแผ่ความรู้สึกลึกๆในใจออกมา ความรู้สึกนั้นก็จะฉายออกมาทางแววตา แววตาของมนุษย์สามารถบอกสิ่งต่างๆมากมาย จนกล่าวว่า "ดวงตา คือหน้าต่างของหัวใจ"
3. ภาษายิ้ม ยิ้มเป็นสิ่งที่บ่งบอกและแสดงความเป็นไปของผู้ยิ้ม การกำหนดยิ้ม เกิดจากสภาวะทั้งภายใน ภายนอก และจากอุปนิสัย โดยแบ่งเป็น 3 แบบของยิ้ม คือ ยิ้มแบบมีความสุข ยิ้มแบบเหนื่อยๆ และยิ้มแบบขอไปที การยิ้มมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นเราจึงควรฝึกยิ้มให้มีเสน่ห์ และมีความสุข ดังนี้
1)ยิ้มจากใจ 2)ยิ้มหมด 3)ยิ้มเปล่งประกาย
4)ยิ้มให้พอดี 5)ยิ้มให้ปรากฎ 6)ยิ้มให้ถูกกาละเทศะ
7)ยิ้มให้ถูกวัตถุประสงค์ 8)ยิ้มอย่างทรงพลัง 9)ยิ้มทั้งตา

4. ภาษาวาจา คำพูดทุกคำที่เปล่งออกมาจะมีพลังอยู่ในตัว และซึมซาบเข้าสู่ผู้ฟัง สามารถใช้สร้างสรรค์หรือทำลายก็ได้ พลังแห่งคำพูดมี 2 องค์ประกอบ คือ พลังแห่งเสียงและพลังแห่งความหมาย ดังนั้นจึงต้องกลั่นกรองวาจาก่อนเจรจาใดๆ ทุกครั้งที่พูดให้ใคร่ครวญในสิ่งที่พูดว่าเป็นจริงหรือเปล่าเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ความเข้าใจที่ถูกต้องจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงเท่านั้น การพูดเท็จจึงเป็นการสร้างความเข้าใจผิด และเป็นการทำลายระบบสัจจะ ก่อให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งนี้อย่าคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายได้เอง ภาษาวาจามีอานุภาพมาก มีทั้งประโยชน์และโทษถ้าไม่ระมัดระวังคำพูด ดังนั้นทุกครั้งที่พูดควรกลั่นกรองคำพูด เพื่อจรรโลงใจยังความรักให้งอกงามสถาพร
5. ภาษาท่าทาง ท่าทางอันจรรโลงรักให้ภาคภูมิ งดงาม และยังความมั่นใจในสัมพันธภาพ คือ
1)บุคคลิกอันงามสง่า
2)กิริยาที่สำรวม
3)อิริยาบถอันสมดุล
4)ท่วงท่าอันมั่นคง
5)ท่าทีจริงจังที่ปล่อยวาง
จึงจะได้ความมั่นคงอันอบอุ่น และความสบายใจอันเป็นรากฐานแห่งความสุข

6. ภาษาสัมผัส เป็นอีกระบบภาษาหนึ่งที่คู่รักชอบใช้กันเช่นการโอบกอด ภาษาสัมผัสเป็นการถ่ายทอด หรือแลกเปลี่ยนพลังระหว่างบุคคล การสัมผัสควรพิถีพิถันบรรจง อ่อนโยน ทะนุถนอม นุ่มนวลและหนักแน่นเป็นการเกื้อกูลกันให้เกิดพลังมาก สมานสัมพันธ์ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
7. ภาษาพฤติกรรม รักแท้ที่จริงมิใช่คำพูด แต่ต้องฉายออกมาจริงทุกระดับทั้งใจ แววตา ยิ้ม วาจา ท่าทาง สัมผัส และพฤติกรรม ดังนั้นภาษาพฤติกรรมจึงเป็นภาษารักแห่งยั่งยืน
8. ภาษาสัมพันธ์ คือการจัดสมดุลให้แก่ชีวิตคู่ให้สัมพันธภาพคงอยู่เสมออย่างบริสุทธิ์ใจ มั่นคง ลงตัว เข้ากันได้อย่างดี ให้คู่รักทั้งสองร่วมกันพัฒนายิ่งๆขึ้น จนกว่าสัมพันธภาพนั้นนิรันดร
9. ภาษาแห่งความสงบ ในบรรดาภาษาทั้งหลาย ภาษาแห่งความสงบเป็นภาษาที่ทรงอานุภาพสูงสุด เมื่อใดที่เข้าถึงความสงบได้ ความสุขจึงปรากฎ ความเข้าใจเที่ยงตรงตามจริงจึงแจ่มชัด ความตั้งใจเชิงสร้างสรรค์จึงพรั่งพรู จรรยามารยาทอันงดงามจึงส่องแสง ความอ่อนโยนจึงยังความอบอุ่นให้บังเกิดสัมผัสจึงทราบซึ้ง สัมพันธภาพจึงมั่นคง ดังนั้นภาษาแห่งความสงบจึงเป็นที่สุดแห่งภาษารักทั้งมวล

ดังนี้เองการสื่อภาษารักใดๆนั้นจะทรงพลัง มีค่าความเที่ยงตรง ความละเอียดอ่อน และความลึกซึ้ง ขึ้นอยู่กับพลังชีวิตและระดับจิตใจของแต่ละคน ต่อไปนี้ขอทุกท่านที่พึงประสงค์มีรักแท้ที่ยิ่งใหญ่ จงหมั่นฝึกฝนตนเองให้เป็นคนที่สื่อภาษาอย่างประเสริฐ ล้ำค่าและทรงพลัง ก็จะนำมาซึ่งความถูกต้องตรงตามเจตนาบนฐานของความจริงใจ สามารถสานสัมพันธ์กันได้ดียิ่งขึ้น และรักกันตราบนานเท่านาน ยั่งยืนสถาพร

By: น้องมดดำ

อ่านต่อ...